แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

กราบหลวงพ่อโต : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก

สวัสดีเช้าวันหยุดยาว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่ไทยนะค้าาา ..วันนี้เราก็ยังคงเดินอิ่มบุญ  กันอยู่ใน วัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหารของจังหวัด พิษณุโลก กันค่ะ (ไม่ต้องทานข้าวกันแล้วนะวันนี้ 555+)




เพื่อน ๆ เคยสังเกตุมั้ยคะ เวลาเราแวะเวียนไปเที่ยว หรือไปไหว้พระตามสถานที่โบราณและเก่าแก่กันทีไร บางครั้งเราก็มักจะมุ่งตรงไปไหว้พระที่เป็นองค์สำคัญ ๆ ของที่นั่นกันก่อนเลย บางที...ไหว้พระเสร็จแล้วก็ลก ๆ ๆ เดินซื้อหาของฝากกัน จนหลงลืมไปว่า อาจจะยังมีสิ่งสำคัญสิ่งอื่น หรือวิหารพระองค์อื่นที่น่าไปกราบไหว้บูชา และเที่ยวชมในบริเวณนั้นอีกก็เป็นได้

วัดใหญ่ ของเราก็เป็นเช่นนั้นค่ะ

นอกจากตัววิหารของหลวงพ่อพุทธชินราชแล้ว เมื่อเดินย้อนกลับมาทางลานจอดรถด้านหลังของวัด เราก็จะพบกับโบถส์ของหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระอุโบสถเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งซึ่งควรค่าแก่การแวะเข้าไปกราบพระ และชมความงามของโบถส์เป็นอย่างยิ่ง




ภายนอกพระอุโบสถเมื่อแรกเห็น อิชั้นบอกได้คำเดียวว่า ก็เหมือนกับอุโบสถในวัดทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีความดึงดูด น่าสนใจให้ผู้คนแวะเข้าไปนมัสการหรือชมความงามด้านในมากกว่าที่อื่นเลยอ่ะนะคะ

 แต่เมื่อคุณก้าวไปด้านใน.....




ไม่อยากจะคุยเน้อ อิอิ..แต่อยากให้เพื่อน ๆ ได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองน่ะว่า..งามสักแค่ไหน..




และต้องขออภัย หากภาพที่ได้จะไม่งามเท่าที่ตาเห็น




พระอุโบสถของวัดใหญ่หลังนี้มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเช่นเดียวกันค่ะ แล้วก็มามีการปฏิสังขรณ์กันในสมัยอยุธยาตอนต้น จากนั้นก็มีการบูรณะกันอีกหลายครั้งเรื่อยมา จนกระทั่งเป็นพระอุโบสถที่มีความงดงามอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันอ่ะนะคะ




หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย องค์ใหญ่ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 8 ศอก มีพระอุนาโลมแบบเดียวกับพระพุทธชินราชค่ะ อิชั้นพยายามลองหาประวัติของการสร้างหลวงพ่อโตองค์นี้แต่ก็ยังไม่พบน่ะ ซึ่งโดยปกติเมื่อมีการสร้างโบสถ์ก็น่าจะมีองค์พระประธานอยู่ด้วย หากพระอุโบสถหลังนี้มีประวัติตั้งต้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ก็ไม่รู้ว่าพระประธานแต่เดิมจะใช่หลวงพ่อโตองค์นี้หรือเปล่า




เท่าที่ลอง search หาข้อมูลดู ก็มีผู้ให้ข้อสังเกตจากลักษณะของเข่าองค์พระที่ถูกสร้างให้ติดกับผนังทั้งสองด้านพอดี ว่าน่าจะเป็นองค์พระที่มีมาแต่เดิมอ่ะนะคะ




ภายในโบถส์หลวงพ่อโต นอกจากจะมีองค์หลวงพ่อซึ่งมีพุทธลักษณะอันงดงามแล้ว ก็ยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นใหม่อีกด้วย




ภาพเขียนจิตกรรมฝาผนังชุดนี้ เป็นภาพเขียนเกี่ยวซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทรงยุทถหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร เจ้าฟ้าแห่งเมืองสองแควนั่นเอง




ถ้าจำไม่ผิด เมื่อปีที่แล้ว อิชั้นก็ได้มากราบหลวงพ่อโตช่วงที่ช่างเขียน กำลังทำการเขียนภาพจิตกรรมฝาผนังชุดนี้ด้วย เสียดายที่ภาพถ่ายชุดนั้น gone with the windows ตัวเก่าไปซะแล้ว
ของบางอย่างเมื่อสูญเสียมันไป และเราไม่มีทางจะเรียกมันย้อนคืนกลับมาได้แล้ว ก็ต้องทำใจยอมรับมันน่ะนะคะ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ...ทำวันนี้ให้ดีที่สุด และต้อนรับสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต อย่างมีสติและเบิกบาน..

...............

งวดนี้พาเที่ยวหลายวันหน่อยนะคะ...ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะค่ะ ว่า "วัดใหญ่" มีอะไรมากกว่าที่เราคิดกันจริง ๆ
..........
และจริง ๆ แล้ว จ.พิษณุโลกก็อุดมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอีกเยอะมาก เดี๋ยวมาพาเที่ยวต่อนะคะ

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

วิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก

9 เมษายน 2554~

อรุณสวัสดิ์เช้าวันหยุดค่า..

ปีนี้รู้สึกสงกรานต์มาเร็วนะคะ แถมเป็นสงกรานต์ที่อากาศแปลก ๆ ชอบกลด้วย นี่ขณะที่อิชั้นนั่งอัพบล้อกอยู่นี่ฟ้าก็หลัวเหมือนฝนจะตกลงมาอยู่รอมร่อค่ะ หุหุ นี่ถ้าถึงวันสงกรานต์จริง ๆ แล้วฝนฟ้าเทซู่ซ่าลงมา คงเป็นอะไรที่คนชอบเล่นน้ำสงกราต์เซ็งสุดยอดกันเลยทีเดียวเชียว

ถึงเทศกาลสำคัญซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ปีใหม่ไทย" แล้ว ก็อย่าลืมไปรดน้ำ-ดำหัว ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือกันนะคะ แล้วก็อย่าลืมไหว้พระทำบุญกันด้วย สะสมบุญเอาไว้เถอะค่ะ ถึงจะเป็นอะไรที่เรามองไม่เห็น แต่อย่างน้อย การคิดดี-ทำดี มันก็ทำให้เราใจเราเบาสบายได้อีกทางนึงล่ะ

มาค่ะ...วันนี้อิชั้นจะพาเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร หรือวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิษณุโลกและชาวไทยกันต่อ

คาดว่าคงใช้เวลาอีกสักบล็อกสองบล็อกอ่ะนะคะ กว่าจะพาเดินได้ทั่วทั้งวัด อิอิ..




สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “นมัสการพระพุทธชินราชแล้ว ดูธรรมมาสน์เทศน์ ธรรมาสน์สวด   ดูเรือนแก้ว แลสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ล้วนเป็นของดีอย่างเอก ไม่เคยพบไม่เคยเห็น” มาก่อน


พระพุทธเจ้าเข้านิพพาน ก็เป็นหนึ่งในของดีเหล่านั้นค่ะ..

พระพุทธเจ้าเข้านิพพาน..เป็นโบราณวัตถุในสมัยอยุธยา และประดิษฐานอยู่ ณ.วิหารแกลบ ภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร




วิหารแห่งนี้เป็นวิหารขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวิหารพระพุทธชินราชนอกเขตระเบียงคต





ภายในวิหารได้ประดิษฐานหีบปิดทอง(สมมุติ)บรรจุพระบรมศพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำด้วยศิลาตั้งอยู่บนจิตรากาธานประดับด้วยลวดลายลงรักปิดทองร่องกระจกสวยงาม ที่ปลายหีบมีพระบาททั้งสองยื่นออกมา และบริเวณด้านหน้า หรือด้านท้าย หีบพระบรมศพ มีพระมหากัสสปะเถระ นั่งนมัสการพระบรมศพ ซึ่งนับว่าเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาวรวิหาร โดยผู้สร้างถือคติว่าเป็นการจำลองสังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า และยังคาดว่ามีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย





สำหรับคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ที่เดินทางมากราบไหว้ขอพรจากพระเจ้าเข้านิพพาน และหีบพระบรมศพนั้น ต่างเชื่อว่า เมื่อได้มากราบพระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วอธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการแล้วจะสัมฤทธิผลทุกประการอ่ะนะคะ





กราบพระบาทในที่นี้ก็คือ เอาหน้าผากของเราไปแตะที่ฝ่าพระบาทขององค์พระแล้วก็อธิษฐานจิตจริง ๆ นะ เสียดายช่วงที่อิชั้นไปถ่ายภาพ เป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีคนน่ะ ไม่งั้นก็คงได้เก็บภาพมาฝากกันมั่ง

กราบท่านขอพรไหว้พระกันแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นตอนสุดท้ายที่จะพาเที่ยววัดใหญ่นะคะ

.............

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

ไหว้พระอัฎฐารส (พระยืน) : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก

เรายังคงเดินเที่ยวชมความสวยงามขององค์พระและวิหารน้อยใหญ่ อยู่ใน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า วัดใหญ่ จ.พิษณุโลก กันอยู่นะคะ

สำหรับคนที่ค่อนข้างจะห่างไกลจาก "วัด" แบบอิชั้น พอได้ยินคำว่า "พระอัฐฐารส" ก็มักจะงงไปในทันทีค่ะ ว่า..เป็นพระปางไหนหรือ..

พระอัฎฐารส นี้ มีชื่อเรียกกันอีกชื่อนึงก็คือ พระปางห้ามญาติ ค่ะ โดยพระพุทธรูปจะอยู่ในอริยาบถยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นเสมอพระอุระ (อก) ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม (แต่ก็มีบางองค์ที่ยกพระหัตถ์ขึ้นข้างเดียวนะคะ) ลักษณะเดียวกับปางห้ามสมุทรและปางห้ามพยาธิ และนิยมทำเป็นแบบพระทรงเครื่อง




บริเวณหลังวิหารพระพุทธชินราช มีพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติสูง 18 ศอก (ประมาณ 10 เมตร) อยู่เช่นกันค่ะ พระอัฎฐารสนี้ สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราช คือในราว พ.ศ. 1800 เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่อ่ะนะคะ แต่ปัจจุบันนี้ตัววิหารได้พังไปจนหมด เหลือเพียงเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ 3 – 4 ต้น และเนินพระวิหารบางส่วนเท่านั้น เรียกกันว่า “เนินวิหารเก้าห้อง” เมื่อไม่นานมานี้กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะขุดแต่งทางโบราณคดีในบริเวณนี้ และขุดพบฐานพระวิหารเดิมและพระพุทธรูปวัตถุโบราณอีกจำนวนหนึ่งด้วย




และแน่นอน..คอนเซ็ปต์ของอิชั้น ต้อง "เที่ยงวัน" เท่านั้นถึงจะมัวขี้ตาออกไปเก็บรูปได้ ( อย่าเอาเยี่ยงอย่างนะคะ เวลาไปถ่ายภาพสถานที่เลือกเช้าที่แดดอ่อน ๆ และเย็นที่แสงเริ่มทอดแล้วจะดีกว่า อ้อ...ดูทิศทางของพระอาทิตย์ด้วยเน้อ ขืนถ่ายรูปย้อนแสงแบบอิชั้นนี่ ฟ้าก็จะขาวโบ๊ะ แถมภาพที่ได้ก็จะทะมึนอึนทึนเช่นนี้แล )


อย่ากระนั้นเลย มีเวลาวันไหน ออกไปถ่ายซ่อมกันอีกรอบดีกว่านะคะ(ตั้งใจจะหนีเที่ยวอีกใช่มั้ยเนี่ย 555+...)




นอกจากพระอัฐารสที่เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญของวัดแล้ว ที่จะอดกล่าวถึงเสียมิได้ ก็คงจะเป็นพระปรางค์ ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของวัดค่ะ



โดยที่การก่อสร้างพระปรางค์ ของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) นี้ ได้ทำตามคตินิยมของหัวเมืองราชธานี ของอาณาจักรสุโขทัยในสมัยนั้น คือประสงค์ให้พระปรางค์เป็นหลักเป็นประธานของวัด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รูปแบบของพระปรางค์เมื่อเริ่มสร้างสันนิษฐานว่า เป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูม โดยสร้างครอบพระสถูปเจดีย์ที่สร้างในรัชสมัยของพ่อขุนศรีนาวนำถม เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไป ครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก ได้โปรดให้บูรณะพระปรางค์โดยดัดแปลงพระเจดีย์ ได้ให้เป็นรูปแบบพระปรางค์แบบขอมตามพระราชนิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยา
(นี่ถ้าสมัยเรียนอิชั้นเอาใจใส่ท่องจำวิชาประวัติศาสตร์ของยุคต่าง ๆ ประเทศต่าง ๆ ให้มากหน่อยเหมือนที่ขยันอัพบล้อกตอนนี้ สงสัยเกรด A และ ดับเบิ้ล 4 คงจะไม่หายไปไหน -- อาจารย์ขา หนูขอโทษ)



เฮ้อ...ไปบอกใคร ใครเค้าก็ไม่เชื่อ ว่ายัยนี่จบเอกประวัติศาสตร์มา

สองรูปล่างนี้ ฤทธิ์ฟ้าเป็นฟ้าของ CPL อ่ะนะคะ
..........

เดี๋ยวมาเดินเที่ยวกันต่อค่ะ

กราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก 2~

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก 
             Wat Phra Sri Rattana Mahathat (Wat Yai) Phitsanulok

เมื่อวานเล่าค้างกันถึงวันที่หยุดงานแว้บ ๆ...ไปไหว้พระทำบุญให้อุ่นใจอ่ะนะคะ  วันนี้ก็เลยขอมาพาเที่ยว วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร กันต่อ แต่ก่อนที่จะไปเดินเที่ยวชมวัด และไหว้พระองค์อื่น ๆ ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ เราก็ต้องเข้าโบถส์ไปกราบพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิษณุโลกและชาวไทยกันก่อนเป็นอันดับแรกอ่ะนะคะ..มาค่ะ..เข้าไปกราบพระขอพรด้วยกันเถอะ....




พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณค่ะ มีตำนาน พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2409 โดยอาศัยหลักฐานจากพงศาวดารเหนือ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดียุติได้ดังนี้



ตามตำนานกล่าวเอาไว้ว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกหรือพระมหาธรรมราชา (พญาลิไท) กษัตริย์องค์ที่ 4 ในพระราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัย เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมื่อราว พ.ศ. 1900 ค่ะ โดยทรงโปรดให้ช่างสวรรคโลก ช่างเชียงแสน และช่างหริภุญไชย สมทบกับช่างกรุงศรีสัชนาลัย ช่วยกันหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 3 องค์ ได้แก่ พระศรีศาสดา พระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ จวบจนถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะจุลศักราช 717 ราว พ.ศ. 1898 ได้มงคลฤกษ์ กระทำพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์

 เมื่อเททองหล่อเสร็จแล้ว และทำการแกะพิมพ์ออกปรากฏว่า พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา องค์พระสมบูรณ์สวยงามดี ส่วนพระพุทธชินราชนั้นได้หล่อถึง 3 ครั้งก็ไม่เสร็จเป็นองค์พระได้ กล่าวคือทองแล่นไม่ติดเต็มองค์น่ะนะคะ
พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้ง ครั้งนั้นจึงร้อนถึงอาสน์พระอินทร์เจ้าจึงนฤมิตเป็นตาปะขาวลงมาช่วยทำรูปพระ คุมพิมพ์ปั้นเบ้า ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้าทองก็แล่นรอบคอบบริบูรณ์ทุกประการหาที่ติมิได้ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกทรงปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้หา "ตาปะขาว" ผู้นั้น แต่ตาปะขาวได้หายตัวไปแล้ว หมู่บ้านและวัดที่ตาปะขาวหายไปนั้นได้ชื่อว่า บ้านตาปะขาวหายและวัดตาปะขาวหายต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (มีโอกาสจะพาไปเที่ยวชม วัดตาปะขาวหาย นะคะ)
และจากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 800 เมตร ได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการหายตัวไปของตาปะขาว เล่ากันว่ามีผู้พบเห็นว่าท้องฟ้าเปิดเป็นช่องขึ้นไป ชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์จึงได้สร้างศาลาขึ้นไว้ ณ พื้นดินเบื่องล่างไว้เป็นที่ระลึก เรียกว่า "ศาลาช่อฟ้า" ตราบจนทุกวันนี้

ออกมาจากพระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชแล้ว ยังไม่ต้องเลี้ยวไปไหนนะค้า..อิชั้นจะพาไปไหว้ "พระเหลือ" ต่อ




"พระเหลือ" นี้ ว่ากันว่าพระยาลิไททรงรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือจากการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา มารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก หน้าตักกว้าง 1 ศอกเศษ และพระสาวกยืนอีก 2 องค์ ส่วนอิฐที่ก่อเตาสำหรับหลอมทองในการหล่อพระพุทธรูป นำมารวมกันบนชุกชี (ฐานชุกชี) พร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ 3 ต้นลงบนชุกชี เรียกว่า โพธิ์สามเส้า ระหว่างต้นโพธิ์ได้สร้างวิหารน้อยขึ้นมา 1 หลัง อัญเชิญพระเหลือกับสาวกเข้าไปประดิษฐานอยู่ เรียกว่า วิหารพระเหลือ น่ะนะคะ



ที่อิชั้นพามาไหว้ "พระเหลือ" ด้วยนี้ก็เพราะมีความเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าจะช่วยส่งเสริมด้านโชคลาภจะได้มีทรัพย์สินเงินทอง เหลือกินเหลือใช้ไปตลอดกาล

ใครที่เคยมาแล้วพลาดโอกาสไหว้ท่าน ก็หาโอกาสแพ็คกระเป๋ากลับมาใหม่ซะโดยไวอ่ะนะคะ

...........

แปะไว้ก่อนค่ะ ขอนอนเอาแรงก่อน เดี๋ยวว่างจากงานแล้วจะมาพาเที่ยวต่อนะ



(ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)