แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิษณุโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิษณุโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

วิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก

9 เมษายน 2554~

อรุณสวัสดิ์เช้าวันหยุดค่า..

ปีนี้รู้สึกสงกรานต์มาเร็วนะคะ แถมเป็นสงกรานต์ที่อากาศแปลก ๆ ชอบกลด้วย นี่ขณะที่อิชั้นนั่งอัพบล้อกอยู่นี่ฟ้าก็หลัวเหมือนฝนจะตกลงมาอยู่รอมร่อค่ะ หุหุ นี่ถ้าถึงวันสงกรานต์จริง ๆ แล้วฝนฟ้าเทซู่ซ่าลงมา คงเป็นอะไรที่คนชอบเล่นน้ำสงกราต์เซ็งสุดยอดกันเลยทีเดียวเชียว

ถึงเทศกาลสำคัญซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ปีใหม่ไทย" แล้ว ก็อย่าลืมไปรดน้ำ-ดำหัว ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือกันนะคะ แล้วก็อย่าลืมไหว้พระทำบุญกันด้วย สะสมบุญเอาไว้เถอะค่ะ ถึงจะเป็นอะไรที่เรามองไม่เห็น แต่อย่างน้อย การคิดดี-ทำดี มันก็ทำให้เราใจเราเบาสบายได้อีกทางนึงล่ะ

มาค่ะ...วันนี้อิชั้นจะพาเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร หรือวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิษณุโลกและชาวไทยกันต่อ

คาดว่าคงใช้เวลาอีกสักบล็อกสองบล็อกอ่ะนะคะ กว่าจะพาเดินได้ทั่วทั้งวัด อิอิ..




สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “นมัสการพระพุทธชินราชแล้ว ดูธรรมมาสน์เทศน์ ธรรมาสน์สวด   ดูเรือนแก้ว แลสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ล้วนเป็นของดีอย่างเอก ไม่เคยพบไม่เคยเห็น” มาก่อน


พระพุทธเจ้าเข้านิพพาน ก็เป็นหนึ่งในของดีเหล่านั้นค่ะ..

พระพุทธเจ้าเข้านิพพาน..เป็นโบราณวัตถุในสมัยอยุธยา และประดิษฐานอยู่ ณ.วิหารแกลบ ภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร




วิหารแห่งนี้เป็นวิหารขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวิหารพระพุทธชินราชนอกเขตระเบียงคต





ภายในวิหารได้ประดิษฐานหีบปิดทอง(สมมุติ)บรรจุพระบรมศพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำด้วยศิลาตั้งอยู่บนจิตรากาธานประดับด้วยลวดลายลงรักปิดทองร่องกระจกสวยงาม ที่ปลายหีบมีพระบาททั้งสองยื่นออกมา และบริเวณด้านหน้า หรือด้านท้าย หีบพระบรมศพ มีพระมหากัสสปะเถระ นั่งนมัสการพระบรมศพ ซึ่งนับว่าเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาวรวิหาร โดยผู้สร้างถือคติว่าเป็นการจำลองสังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า และยังคาดว่ามีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย





สำหรับคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ที่เดินทางมากราบไหว้ขอพรจากพระเจ้าเข้านิพพาน และหีบพระบรมศพนั้น ต่างเชื่อว่า เมื่อได้มากราบพระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วอธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการแล้วจะสัมฤทธิผลทุกประการอ่ะนะคะ





กราบพระบาทในที่นี้ก็คือ เอาหน้าผากของเราไปแตะที่ฝ่าพระบาทขององค์พระแล้วก็อธิษฐานจิตจริง ๆ นะ เสียดายช่วงที่อิชั้นไปถ่ายภาพ เป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีคนน่ะ ไม่งั้นก็คงได้เก็บภาพมาฝากกันมั่ง

กราบท่านขอพรไหว้พระกันแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นตอนสุดท้ายที่จะพาเที่ยววัดใหญ่นะคะ

.............

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

กราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก 2~

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร จ.พิษณุโลก 
             Wat Phra Sri Rattana Mahathat (Wat Yai) Phitsanulok

เมื่อวานเล่าค้างกันถึงวันที่หยุดงานแว้บ ๆ...ไปไหว้พระทำบุญให้อุ่นใจอ่ะนะคะ  วันนี้ก็เลยขอมาพาเที่ยว วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมหาวรวิหาร กันต่อ แต่ก่อนที่จะไปเดินเที่ยวชมวัด และไหว้พระองค์อื่น ๆ ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ เราก็ต้องเข้าโบถส์ไปกราบพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิษณุโลกและชาวไทยกันก่อนเป็นอันดับแรกอ่ะนะคะ..มาค่ะ..เข้าไปกราบพระขอพรด้วยกันเถอะ....




พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณค่ะ มีตำนาน พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2409 โดยอาศัยหลักฐานจากพงศาวดารเหนือ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดียุติได้ดังนี้



ตามตำนานกล่าวเอาไว้ว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกหรือพระมหาธรรมราชา (พญาลิไท) กษัตริย์องค์ที่ 4 ในพระราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัย เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมื่อราว พ.ศ. 1900 ค่ะ โดยทรงโปรดให้ช่างสวรรคโลก ช่างเชียงแสน และช่างหริภุญไชย สมทบกับช่างกรุงศรีสัชนาลัย ช่วยกันหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 3 องค์ ได้แก่ พระศรีศาสดา พระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ จวบจนถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะจุลศักราช 717 ราว พ.ศ. 1898 ได้มงคลฤกษ์ กระทำพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์

 เมื่อเททองหล่อเสร็จแล้ว และทำการแกะพิมพ์ออกปรากฏว่า พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา องค์พระสมบูรณ์สวยงามดี ส่วนพระพุทธชินราชนั้นได้หล่อถึง 3 ครั้งก็ไม่เสร็จเป็นองค์พระได้ กล่าวคือทองแล่นไม่ติดเต็มองค์น่ะนะคะ
พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้ง ครั้งนั้นจึงร้อนถึงอาสน์พระอินทร์เจ้าจึงนฤมิตเป็นตาปะขาวลงมาช่วยทำรูปพระ คุมพิมพ์ปั้นเบ้า ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้าทองก็แล่นรอบคอบบริบูรณ์ทุกประการหาที่ติมิได้ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกทรงปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้หา "ตาปะขาว" ผู้นั้น แต่ตาปะขาวได้หายตัวไปแล้ว หมู่บ้านและวัดที่ตาปะขาวหายไปนั้นได้ชื่อว่า บ้านตาปะขาวหายและวัดตาปะขาวหายต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (มีโอกาสจะพาไปเที่ยวชม วัดตาปะขาวหาย นะคะ)
และจากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 800 เมตร ได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการหายตัวไปของตาปะขาว เล่ากันว่ามีผู้พบเห็นว่าท้องฟ้าเปิดเป็นช่องขึ้นไป ชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์จึงได้สร้างศาลาขึ้นไว้ ณ พื้นดินเบื่องล่างไว้เป็นที่ระลึก เรียกว่า "ศาลาช่อฟ้า" ตราบจนทุกวันนี้

ออกมาจากพระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชแล้ว ยังไม่ต้องเลี้ยวไปไหนนะค้า..อิชั้นจะพาไปไหว้ "พระเหลือ" ต่อ




"พระเหลือ" นี้ ว่ากันว่าพระยาลิไททรงรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือจากการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา มารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก หน้าตักกว้าง 1 ศอกเศษ และพระสาวกยืนอีก 2 องค์ ส่วนอิฐที่ก่อเตาสำหรับหลอมทองในการหล่อพระพุทธรูป นำมารวมกันบนชุกชี (ฐานชุกชี) พร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ 3 ต้นลงบนชุกชี เรียกว่า โพธิ์สามเส้า ระหว่างต้นโพธิ์ได้สร้างวิหารน้อยขึ้นมา 1 หลัง อัญเชิญพระเหลือกับสาวกเข้าไปประดิษฐานอยู่ เรียกว่า วิหารพระเหลือ น่ะนะคะ



ที่อิชั้นพามาไหว้ "พระเหลือ" ด้วยนี้ก็เพราะมีความเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าจะช่วยส่งเสริมด้านโชคลาภจะได้มีทรัพย์สินเงินทอง เหลือกินเหลือใช้ไปตลอดกาล

ใครที่เคยมาแล้วพลาดโอกาสไหว้ท่าน ก็หาโอกาสแพ็คกระเป๋ากลับมาใหม่ซะโดยไวอ่ะนะคะ

...........

แปะไว้ก่อนค่ะ ขอนอนเอาแรงก่อน เดี๋ยวว่างจากงานแล้วจะมาพาเที่ยวต่อนะ



(ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)